Too much information of Healthcare

Too much information of Healthcare

Incubase Thailand's picture

สังคมขาดระบบการคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและระบบสื่อสารโทรคมนาคมต่างๆถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาวะของประชากรไทยเนื่องจากเป็นแรงผลักดันให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร คนในสังคมสามารถรับและส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายช่องทางมากขึ้น เกิดการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆหรือภาคส่วนต่างๆเข้าด้วยกันซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายทางสังคมหรือกลุ่มต่างๆในสังคม (Social networks) นอกจากนี้การที่คนในสังคมกล้าเปิดเผยพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นย่อมช่วยให้การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เป็นไปอย่างกว้างขวางและกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็นหรือการร่วมกันตัดสินใจในนโยบายสาธารณะต่างๆมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสในประเด็นต่างๆมากขึ้น สิ่งสำคัญคือช่วยให้การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อพิจารณาสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2553 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในทุกช่วงอายุไม่เว้นแม้แต่กลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยวัยเยาวชนเป็นวัยที่มีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ในขณะที่วัยเด็ก (6 – 14 ปี) เป็นวัยที่มีอัตราการเพิ่มสัดส่วนของการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในช่วงปี 2551 ถึง 2553

หากพิจารณาสัดส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือพบว่ามีมากกว่าสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ต (การใช้โทรศัพท์มือถือมีอัตราการเพิ่มประมาณ 5% ในขณะที่สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.75%) ซึ่งสาเหตุอาจเนื่องมาจากระดับคุณภาพและการกระจายของบริการทางเทคโนโลยีทำให้แต่ละบุคคลในสังคมสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือแตกต่างกัน โดยกลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือมากที่สุด และแนวโน้มที่เกิดขึ้นในปี 2553 พบว่าสัดส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่ากับวัยทำงานเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารทำให้คนในสังคมรับข้อมูลข่าวสารจำนวนมากและเกือบตลอดเวลาทั้งทางโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หรือหนังสือต่างๆ ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายในสังคมมีทั้งที่เป็นความจริง ความเท็จ มีประโยชน์ และไม่มีประโยชน์ จึงทำให้คนในสังคมที่ส่วนใหญ่ไม่ทราบวิธีการเลือกรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการจัดการกับข้อมูล ต่างตกอยู่ในภาวะสับสนและวุ่นวายทางจิตใจ และเป็นการเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพสามารถหลอกลวงหรือชักจูงให้เกิดความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ ความไม่สอดคล้องของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ประกอบกับข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงปฏิบัติมีน้อยทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการด้านสุขภาพอยู่ในระดับต่ำอีกด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ระบบจัดการข้อมูลด้านสุขภาพ
  • วิธีดึงข้อมูลสุขภาพต่างๆมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ทั่วถึง
  • การจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • การสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพที่มีผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.consumerthai.org/main/index.php

http://www.thaihof.org/

กรณีศึกษา

มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง

คุณณัฐยา บุญภักดี กระตุ้นให้สังคมไทยกระแสหลักพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ เพื่อขจัดการตีตราทางเพศ การได้รับข้อมูลเท็จ และเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มเสี่ยง ชุมชน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจเรื่องสุขภาพทางเพศบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://thailand.ashoka.org/fellow/nattaya-boonpakdee

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

คุณสารี อ่องสมหวัง จัดตั้งองค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย โดยทำการสำรวจสินค้าและการบริการมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ปลอดภัย และประชาสัมพันธ์ทางสื่อมวลชนทุกรูปแบบ เพื่อให้การศึกษาประชาชน องค์กรของคุณสารีมีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้บริโภค ทำการวิจัยสินค้า นำเสนอการโฆษณาสินค้าที่หลอกลวง นำเสนอกรณีศึกษาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ และช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้รับการชดเชยความเสียหาย ส่งเสริมให้ผู้บริโภคทำงานร่วมกับหน่วยงานบริการประชาชนองค์การอาหารและยา รวมทั้งกดดันให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายค้มครองผู้บริโภคที่มีอยู่ นอกจากนี้ได้ส่งเสริมให้ผู้บริโภคไทยพิจารณาสินค้าและบริการที่จะบริโภคก่อนซื้อและเลือกซื้อสินค้ารวมทั้งการบริการจากผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณและมีการพัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://thailand.ashoka.org/fellow/saree-aongsomwang

ลดพุงลดโรค (สสส.)

มีประเด็นหลักในการสื่อสาร คือ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี โดยเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้คนฉุกคิด ซึ่งเมื่อได้ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาตัวชี้วัดคนที่เข้าข่ายอ้วนลงพุงแล้ว จึงได้เป็นสูตรที่ง่าย และคำนวณค่าได้แม่นยำ คือ รอบพุงมากกว่าส่วนสูงหารสอง (หน่วย : เซนติเมตร) จะถือว่าอ้วนลงพุง และหลังจากนั้นจึงนำไปสู่การออกแบบวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอ้วน โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1. Healthy Eating การลดอาหารทอดและมัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการอ้วนลงพุง 2. Physical Activity การแกว่งแขน  ซึ่งที่จริงแล้ววิธีการออกกำลังกายลดพุงนั้นทำได้หลายวิธี แต่การแกว่งแขนจะได้บริหารร่างกายทุกส่วน และยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ถึงแม้อาจจะไม่ได้ผลเท่ากับการออกกำลังกายประเภทอื่น แต่หากทำเป็นประจำทุกวัน ก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า จากนั้นได้ออกแบบเครื่องมือการสื่อสาร เป็นโฆษณาโทรทัศน์ ทั้งหมด 3 ตอน โดยสื่อสาร 3 ข้อความสำคัญ คือ วิธีการวัดพุง, การลดทอด-ลดมัน และการแกว่งแขน นอกจากนี้ยังผลิตรายการโทรทัศน์ ออกอากาศทางช่อง ThaiPBS ได้แก่ รายการองค์กรซ่อนอ้วน , รายการทราบแล้วเปลี่ยน และรายการ FAT FACT อีกทั้งนำเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างมากขึ้น ทั้งการร่วมผลิตคลิปวีดีโอ วัดพุง+แกว่งแขนกับ VRZO และการจัดทำ Facebook Fanpage ลดพุง ลดโรค เพื่ออัพเดทข้อมูลสุขภาพต่างๆ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเช่นกัน และเมื่อแคมเปญนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีนักเขียน แพทย์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ เขียนบทความ และนำเสนอข้อมูลต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลดพุงลดโรค และวิธีการแกว่งแขนกันอย่างแพร่หลาย

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.thaihealth.or.th/